Report

งานสัมมนา EU Environment Policy and Its Perspective to Business

วันที่: 29 พ.ค. 2551

สถานที่: โรงแรม Imeperial Queen’s Park

ผู้จัด: คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป และคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย

ด้วยความร่วมมือกับ: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

เกี่ยวกับงาน

  • เป็นงานสัมมนาครั้งแรกที่ คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป โดยทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ร่วมมือกับคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย Business Information Centre จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนักธุรกิจในประเทศไทย
  • มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเกือบ 500 คน จากภาครัฐและเอกชน โดยจำนวนผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจ (70%) ที่มาจากอุตสาหกรรมและธุรกิจหลากหลายสาขา อาทิ ไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิคส์ ยานยนต์ แก้ว ของเล่น เคมี และบางส่วนมาจากอุตสาหกรรม อาหาร เครื่องดื่ม ยา สิ่งทอ ธุรกิจส่งออก และการบรรจุภัณฑ์และเป็นภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ (20%) และภาคอื่นๆ (10%)

อ่านรายงานผลการดำเนินงานได้ที่นี่

Opening Speech: นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ / หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป

  • หน้าที่ของคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป คือ 1) การเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) 2) การชี้ช่องโอกาสเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป 3) แก้ปัญหาการค้า 4) วางรากฐานกรอบความร่วมมือเพื่อเพิ่มพูนผลประโยชน์ไทยในยุโรป เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจ/ส่งออก ของไทยในสหภาพยุโรปจึงได้จัดทำเว็บไซต์ www.thaieurope.net ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานไทยในยุโรปทุกแห่ง
  • จุดประสงค์ของการสัมมนา เนื่องจาก EU เป็นผู้นำในการตั้งกฎกติกาในระดับโลก (Global Standard Setter) และเป็นผู้นำในมิติทุกด้านที่เกี่ยวกับพลังงานและการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน โดยมีการออกนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน พลังงาน และสิ่งแวดล้อมโดยตรง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกทุกประเทศ แต่ผู้ประกอบการไม่ควรกังวลจนเกินไป หากแต่ต้องติดตาม ศึกษา และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันตามกฎระเบียบหรือเกินกว่าที่กฎระเบียบกำหนด เช่น บริษัทสิ่งทอไทย 4 บริษัท ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ EU Flower จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยสมัครใจที่สูงกว่าทางการ EU กำหนด จึงอยากเห็นสินค้าไทยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเกินมาตรฐานกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องกดราคาขาย และยังมีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Keynote address: นาย Friedrich Hamburger เอกอัครราชทูต / หัวหน้าคณะผู้แทนประชาคมยุโรปประจำประเทศไทย

  • สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ลำดับที่สามของไทย โดยไทยส่งออกมายังอียู 16 พันล้านยูโร ได้ดุลการค้าเป็นจำนวน 8 พันล้านยูโร หรือประมาณ 400 แสนล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถปรับตัวเข้ากับตลาดใหม่และมาตรฐานต่างๆ ได้อย่างดี อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปเป็นตลาดที่เรียกร้องสูงและมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของกระบวนการผลิตที่ไม่ยั่งยืนและวิธีการผลิตที่สิ้นเปลืองต่อสภาพสิ่งแวดล้อม
  • มาตรการของสหภาพยุโรปที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหา Climate Change คือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2020 และลดลงให้ได้ 30% หากประเทศอื่นๆ ร่วมมือด้วย จึงได้ออกกฎระเบียบต่างๆ ที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น Directive เรื่อง Eco Design และ Labeling scheme ที่จะให้ผู้บริโภคทราบถึงข้อมูลการใช้พลังงานและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้า และยังมีกฎระเบียบเรื่องสารเคมี เช่น REACH และ WEEE เป็นต้น
  • นอกจากนี้ ควรจะเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เช่น อุปกรณ์การผลิตพลังงานสะอาด โซล่าเซลส์ แต่ยังประสบปัญหาการปกป้องตลาดภายในประเทศที่มีข้อจำกัดอยู่สูง เนื่องจากอีกหลายประเทศในโลกยังไม่มีเทคโนโลยีและความสามารถในการพัฒนาพลังงานทดแทน
  • สหภาพยุโรปได้มีมาตรการจูงใจด้านการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ปฏิบัติตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและธรรมาภิบาล หรือ GSP Plus และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 สหภาพยุโรปได้ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในกรอบการจัดตั้งเขตการค้าเสรี กับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่บางคนอาจจะคิดว่าเป็น loose form of protectionism การปกป้องตลาดในด้าน สาธารณสุข ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นส่วนที่ดี การให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานแก่ประเทศคู่ค้าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการปรับตัว ซึ่งไทยประสบความสำเร็จด้วยดี
  • กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กฎเกณฑ์ที่บังคับและโดยสมัครใจ กฎเกณฑ์ภาคบังคับจะออกโดยหน่วยงานผู้ออกกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้กำหนดมาตรการโดยสมัครใจ เช่นเรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งกำลังมีการนำมาใช้เพิ่มขึ้น
  • การไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อาจไม่ได้หมายถึงการขาดความสามารถในการผลิต แต่อาจเป็นเพราะไม่เข้าใจความต้องการและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล เกี่ยวกับกฎระเบียบ ซึ่งคณะผู้แทน EC ประจำประเทศไทยก็ได้ให้ทุนจัดการสัมมนาในหัวข้อต่างๆ ภายใต้โครงการ SWITCH และ Thailand – EC Cooperation facility (SPF เดิม) โครงการต่างๆ ที่มีอยู่จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด EU ซึ่งมีความหลากหลาย อีกทั้งจะเป็นการปรับตัวที่สำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ขยายการค้าไปยังที่อื่นๆ ในโลกได้อีกด้วย

Keynote address 2: นายประมนต์ สุทธีวงค์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

  • โดยรวมไทยได้ประโยชน์จากการค้ากับสหภาพยุโรปโดยได้ดุลการค้ากับสหภาพยุโรปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคาดว่าหากการเจรจา EU-ASEAN FTA สำเร็จ การค้าการลงทุนระหว่างกันจะเพิ่มมากขึ้น เพราะกฎระเบียบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แต่คงไม่ยกเว้นกฎระเบียบเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และเรื่องที่เป็นความต้องการของผู้บริโภค
  • สหภาพยุโรปมีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของสัตว์ ความปลอดภัยของอาหารฯลฯ ที่เข้มงวด ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายกลางที่ยังไม่มีความสามารถในการปรับตัว ภาครัฐและเอกชนจะต้องประสานความร่วมมือเพื่อทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อกฎระเบียบและความต้องการของผู้บริโภคโดยเร็ว ขณะเดียวกันควรจะใช้กฎระเบียบของอียูเป็นโอกาสในการพัฒนาสินค้าได้อย่างไร เช่น กฎมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร (GAP) ได้มีการทำโครงการ ThaiGap
  • นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น carbon credit หรือตรา/มาตรฐาน EU Flower และภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและเตือนภัย Early warning และขอให้สหภาพยุโรปช่วยให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยโดยส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมงานกับฝ่ายไทย /หอการค้าฯ เช่นการตั้ง Lab เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการผลิตต่อไป
  • หอการค้าแห่งประเทศไทยได้ช่วยเหลือและสนุบสนุนผู้ประกอบการในการปรับตัวให้สอดคล้อมกับกฎระเบียบ อาทิ เรื่องมาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้าอาหารและเกษตร (Food Safety) ได้มีการทำมาตรฐาน Thai GAP ขึ้นมาเพื่อรับรองมาตรฐานสินค้า ในระยะแรกคือ สินค้าผักผลไม้

Session 1 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบในสหภาพยุโรป โดย นาย Timo Makela อธิบดีกรม Sustainable Development & Integration กระทรวงสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการยุโรป

  • นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นนโยบายที่มีความสำคัญอันหนึ่งของคณะกรรมาธิการยุโรป สหภาพยุโรปมีกฎหมาย/กฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า 300 ฉบับ ร้อยละ 25 เกี่ยวกับสินค้า (product related) และร้อยละ 70-80 ของกฎระเบียบเรื่องสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกมีรากฐานมาจากกฎระเบียบของสหภาพยุโรป และมีแนวโน้มจะกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับสินค้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • แนวนโยบายที่สำคัญคือ 1) Sustainable Consumption and Production Action Plan 2) Environment into EU external (trade) policy
  • การดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมของ EU มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 6 (2002 – 2012) ซึ่งกำหนดเรื่องสำคัญเร่งด่วน คือ 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ 3) สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 4) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่ง EU กำลังสร้างความชัดเจน ความแข็งแกร่งเรื่องการบังคับใช้ และความโปร่งใสในการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยมีการศึกษาถึงผลกระทบก่อนการออกกฎระเบียบต่างๆ
  • นโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ EU มีเป้าหมายที่สำคัญคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 และการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี ค.ศ. 2020โดยขณะนี้
  1. กำลังปรับปรุงระบบ EU Emission Trading Scheme (ETS) ซึ่งครอบคลุมเฉพาะการจำกัดการปล่อยก๊าซ CO2 และกำลังจะบังคับใช้กับการขนส่งทางอากาศ โดยจะแก้ไขให้ครอบคลุมการปล่อยก๊าซชนิดอื่นๆ และขยายสาขาอุตสาหกรรมและการผลิตที่จะต้องลดก๊าชเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เช่น การขนส่งทางถนน การก่อสร้าง การบริการและเกษตรกรรม กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture และ Geological Storage เพื่อทำให้ EU เข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณน้อย
  2. กำลังพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อบังคับให้รถยนต์รุ่นใหม่ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงในเป้าหมาย 120 g/km ในปี 2012
  3. ผลักดันการให้มีความตกลงระหว่างประเทศเพื่อใช้แทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุในปี 2012 โดยต้องการให้มีความตกลงดังกล่าวในปี 2009
  • ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปได้กำหนดเป้าหมายยุติการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในปี 2010
  • นโยบายสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข เป็นเรื่องที่สหภาพยุโรปให้ความสนใจมาก และ EU มีกฎระเบียบบริหารจัดการอากาศ น้ำ และของเสีย เหมือนประเทศอื่นๆ ในเรื่องสารเคมีมีกฎระเบียบ REACH ที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนล่วงหน้า (pre-registration) เพื่อให้ทราบจำนวนและประเภทของสารเคมีที่มีอยู่ในตลาดสหภาพยุโรป
  • นโยบายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ส่วนมากเกี่ยวกับเรื่องการจัดการของเสียแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Waste Framework Directive ซึ่งกำลังดำเนินการปรับปรุง และ Waste Treatment rules การเคลื่อนย้ายของเสีย สถานที่เก็บของเสียและเศษซาก และมีระเบียบที่เกี่ยวข้องคือ WEEE และ RoHs ซึ่งขณะนี้กำลังมีการปรับแก้ไข สหภาพยุโรปมีแผนการดำเนินการเรื่องการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนใน 3 แนวทางหลัก
  1. การบริโภคอย่างฉลาดและใช้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น แก้ไขกฎระเบียบ Eco-design และ Eco-label ในปี 2008 หรือแก้ไข Energy Efficiency Labeling Directive ในปี 2009 และกำหนด Green Public Procurement สำหรับภาครัฐ
  2. การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ( Eco-Management and Audit Scheme – EMAS)ในปี 2008
  3. การดำเนินการในระดับโลก
  • มีการดำเนินการซึ่งได้ใช้การค้าเป็นเครื่องมือในการผลักดันยโนบายด้านสิ่งแวดล้อมของตนด้วย ในกรอบ 1) PCA (Partnership and Cooperation Agreement) ซึ่งรวมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมด้วย 2) FTA มีข้อบทเรื่องการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • ในส่วนนี้มีโครงการความร่วมมือ SWITCH – ASIA เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย และมีงบประมาณสนับสนุนระหว่างปี ค.ศ. 2007-2010 ทั้งสิ้น 90 ล้านยูโร ซึ่ง 1 ใน 3 ของงบประมาณดังกล่าวให้แก่ประเทศในกลุ่มอาเซียน
  • การเจรจาในองค์การการค้าโลก สหรัฐและสหภาพยุโรป ได้ยื่นข้อเสนอต่อ WTO ในการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนเพื่อเพิ่มพันธกรณีในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและมิใช่ภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทั่วโลก
  • คณะกรรมาธิการยุโรปได้ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการผลิตที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (green supply chain) โดยจัดตั้งเวทีหารือ (EU-level Forum for Retailers) ขณะนี้กำลังเจรจากับ Euro Commerce ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ค้าปลีก/ค้าส่งในยุโรป เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ green label ในส่วนของภาคเอกชนไทยต้องคอยติดตามศึกษามาตรฐานที่บังคับใช้ของสหภาพยุโรปและของประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ด้วยก็จะดี
  • สิ่งที่สหภาพยุโรปจะให้ความสำคัญต่อๆ มา คือ การปรับปรุงนโยบายและเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน

Session 2 ระเบียบ Eco-design ของสหภาพยุโรป: ประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนาย Andreas Middendorf นักวิจัยอาวุโส สถาบัน Fraunhofer IZM และ Technische Universitat Berlin

  • EU Ecodesign Campaign ในปี ค.ศ. 2005 สถาบัน Fraunhofer IZM ได้ดำเนินโครงการ EU Ecodesign Campaign ของสหภาพยุโรปโดยได้จัด workshop เกี่ยวกับ Eco Design ใน 21 ประเทศ โดยเน้นบริษัท SMEs ในสาขาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีอยู่ประมาณ 170,000 บริษัท มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1,200 คน สิ่งที่ได้ดำเนินการภายใต้โครงการคือ ได้จัดทำกรณีศึกษาจำนวน 25 กรณี และจัดทำการเรียนการสอนให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับ Eco-design จากการทำโครงการดังกล่าว ทำให้ได้เรียนรู้ว่า แนวคิด Eco-Design เกิดขึ้นจากความต้องการการพัฒนาสินค้าที่ดีมากยิ่งขึ้น การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดต้นทุนในการผลิต และยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเช่น RoHs WEEE ทั้งนี้ สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป คือ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักในประเด็นสิ่งแวดล้อมและ Eco-Design ในบริษัท SMEs ควรจะต้องหาข้อมูล จับตามองโครงการและความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำมาตรการการดำเนินการ (Implementing measures) สำหรับสินค้าที่ใช้พลังงาน Energy-Using Products (EuP) ตามระเบียบ Eco-Design โดยกำหนดใช้กับสินค้าที่มีปริมาณขายในตลาดสูงเกินกว่า 200,000 เครื่องต่อปี สินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก รวมทั้งสินค้าที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาปรับปรุงให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จะนำเอาการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์มาพิจารณาประกอบ โดยจะกำหนด 1) specific requirements คือ threshold values เช่น power consumption และ content of certain materials 2) generic requirements คือ การปรับปรุง environment performance เน้น “Ecological Profile” (ประเมินผลกระทบตลอดอายุการใช้งาน) ของสินค้านั้นๆ ด้วย
  • สหภาพยุโรปดำเนินนโยบายที่เสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยออกกฎระเบียบบังคับ เช่น EU Energy Efficiency Label และโดยสมัครใจ เช่น EU Eco-Label
  • ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2005 – มิ.ย. 2008 สหภาพยุโรปได้ดำเนินโครงการ EU Asia ProEco II ในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการในเรื่อง Eco-design และการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน ในส่วนของประเทศไทยหน่วยงานที่เป็นหุ้นส่วนในการดำเนินโครงการนี้คือ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute)

Session 3 กฎระเบียบเรื่องสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป: มุมมองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยนาง Christel Davidson ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและโลจิสติกส์ EuroCommerce

  • EuroCommerce เป็นสมาคมการค้าปลีก ค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศในสหภาพยุโรป มีสมาชิกมากกว่า 100 ราย ซึ่งประกอบด้วย สมาคมการค้าแห่งชาติของแต่ละประเทศสมาชิก 27 ประเทศ บริษัทเอกชน สมาคมการค้ารายสาขาแห่งชาติและแห่งสหภาพยุโรป มีหน้าที่ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของภาคธุรกิจและสถาบันต่างๆ ของสหภาพยุโรป ล็อบบี้ในกระบวนการออกกฎระเบียบของ EU ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ออกกฎระเบียบของ EU เกี่ยวกับผลกระทบของกฎระเบียบที่จะออกมาบังคับใช้ในอนาคต และให้ข้อมูลเชิงลึกแก่สมาชิก ในส่วนของสิ่งแวดล้อมและโลจิสติกส์มี 3 คณะทำงาน คือ เรื่องห้างสรรพสินค้าและธุรกิจก่อสร้าง สินค้า (Eco-design การพัฒนาอย่างยั่งยืน ฯลฯ ) และโลจิสติกส์
  • ในการล็อบบี้สหภาพยุโรป EuroCommerce จะต้องเข้าไปร่วมมือและมีบทบาทในขั้นตอนของการร่างกฎระเบียบใน 2 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 ในระดับการร่างกฎระเบียบของคณะกรรมาธิการยุโรป ให้การปรึกษาหารือและแจ้งผลกระทบ ขั้นที่ 2 ระดับการตัดสินใจของคณะมนตรียุโรปและสภายุโรป ซึ่งจะต้องประสานงานล็อบบี้ในระดับประเทศสมาชิกด้วย ในกระบวนการพิจารณาดังกล่าวจะเปิดกว้างในการรับฟังข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของสหภาพยุโรปได้โดยผ่านทางองค์กรการค้าต่างๆ หรือผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป แต่ควรเข้ามามีส่วนร่วมโดยเร็วที่สุด กฎระเบียบที่ EuroCommerce เข้าไปมีบทบาท ส่วนมากคือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200 ฉบับและมีแนวโน้มที่จะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างแรงกดดันแก่ผู้ขายปลีกเนื่องจากภาครัฐให้เวลาระยะสั้นในการปรับ supply chain เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • นัยสำคัญของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมต่อบริษัทไทย จะมีแรงกดดันต่อ supply chain เนื่องจากกฎระเบียบเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น หากการแจ้งเตือนช้าจะทำให้มีเวลาในการปรับต้วน้อย จึงจะต้องมีการดูแล และควบคุมระบบ supply chain ให้ดีมากยิ่งขึ้น และจำเป็นมากที่บริษัท/ภาคธุรกิจไทยจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากต้องทำการค้ากับสหภาพยุโรป
  • REACH เป็นกฎระเบียบที่มีความซับซ้อน เป็นการปกป้องสุขภาพ จึงบังคับให้มีการจดทะเบียนสารเคมีที่ใช้ประกอบการผลิตสินค้าใดๆ ที่จะเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยภาระหลักตกอยู่กับผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต Articles (สินค้าที่ประกอบด้วยสาร 2 ชนิดขึ้นไป เช่น เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ ฯลฯ) ในปริมาณที่มากกว่า 1 ตันต่อปี หรือจะมีการปลดปล่อยสารออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ต้องมีการลงทะเบียนรายละเอียดสารที่ใช้ประกอบการผลิตทั้งหมด หรือ ผลิตหรือนำเข้าเช่น ชื่อสารเคมี ปริมาณการใช้ในการผลิต โดยการจดทะเบียนข้างต้นต้องจดทะเบียนล่วงหน้าก่อน 1 ธ.ค. 2008 นอกจากนี้จะต้องแจ้งเตือนเกี่ยวกับสารอันตรายสูงที่มีอยู่ใน Articles ทั้งนี้ จะมีการกำหนด “candidate list ” (CMRs, PBT, PuB) ประมาณต้นปี 2009 การจดทะเบียนสารเคมีสามารถทำได้โดยคู่ค้า ผู้นำเข้าสินค้าใน EU หรือการตั้ง Only representative
  • โดยที่ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมต่อธุรกิจมีมากขึ้นเรื่อยๆ ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEsจำเป็นต้องคาดการณ์ล่วงหน้า และติดตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปให้ดี

Session 4 ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป โดย นาย Timo Makela อธิบดีกรม Sustainable Development & Integration กระทรวงสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการยุโรป

  • ขณะนี้สหภาพยุโรปกำลังปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการดำเนินการเศษซากและของเสีย (Waste Framework Directive) ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปีให้ทันสมัยขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น และกำหนดคำจำกัดความต่างๆ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังผลักดันให้คณะมนตรียุโรปและสภายุโรปมีมติร่วมกันภายในสิ้นปี 2551 นี้
  • เป้าหมายหลักของการปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการดำเนินการเศษซากและของเสีย
    1) กำหนด “end of waste” criteria นำเศษซากมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่อีกครั้ง โดยจะมีการเชื่อมโยงกับระเบียบ REACH
    2) เน้นการจัดตั้งมาตรฐานการจัดการเศษซากในสหภาพยุโรปเพื่อการรีไซเคิล และการอำนวยความสะดวกในการจัดการเศษซาก และให้การจัดการเศษซากมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และให้ธุรกิจการรีไซเคิลเศษซากในสหภาพยุโรปและทั่วโลกเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมตลาดภายในและความมั่นใจของประชาชนในอุตสาหกรรมการจัดการเศษซาก เพื่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปในอนาคต
    3) เสริมสร้างการป้องกันการเกิดขยะหรือเศษซากผ่านแผนการดำเนินงานระดับชาติ รัฐสภายุโรปอยู่ระหว่างการกำหนดเป้าหมายในการรีไซเคิลขยะและเศษซากทุกชนิด โดยเฉพาะเศษซากจากการก่อสร้างและการรื้อถอน

Session 5 การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อมของบริษัท Philips โดย นาย Paul Peeters ประธานและCEO ของบริษัท Philips ASEAN

  • ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบัน บริษัท Philips เชื่อมั่นว่า sustainability จะเป็นกุญแจสำคัญผลักดันให้บริษัทเจริญเติบโต โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2012 Philips จะให้มีรายได้จากสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) มากขึ้น 30 % จากที่ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 5.3 พันล้านยูโร
  • เพื่อการนี้ Philips จึงมุ่งลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้า Green Product ต่างๆ เช่น หลอดไฟประหยัดพลังงาน โทรทัศน์ประหยัดพลังงาน และอุปกรณ์เครื่องมือดูแลสุขภาพ พร้อมวางแผนการจัดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร (หลัก Eco-Design) นอกจากนี้ ยังเน้นว่าการดำเนินงานของบริษัท Philips ทั่วโลก จะต้องใส่ใจกับการประหยัดพลังงาน เช่น ส่งเสริมให้ใช้ video conference แทนการเดินทางเข้าร่วมประชุม ที่สำคัญ Philips ยังให้ความสำคัญกับบริษัท suppliers ว่า การดำเนินงานจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลแรงงานและความปลอดภัยต้องได้มาตรฐาน โดยจะให้บริษัทภายนอกเข้ามาตรวจสอบบริษัท supplier และที่ผ่านมา Philips ได้ยกเลิกการทำธุรกิจกับบริษัท suppliers 30 บริษัท เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการผลิตอย่างยั่งยืนได้ ด้าน EcoDesign ได้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในการจัดตั้งระบบ collective recycling system บรรจุภัณฑ์ที่ใช้เป็น “PVC Free” รวมถึง ปฏิบัติตาม RoHS และ WEEE ก่อนที่กฏระเบียยบดังกล่าวมีผลบังคับใช้

Session 6 มุมมองของ Tesco ต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมของอียู โดยนาย Steve Hammett, CEO บริษัท Tesco Lotus ประเทศไทย

  • Tesco มีจุดยืนที่จะสนับสนุนนโยบายสิ่งแวดล้อมของอียูอย่างเต็มที่ และมุ่งเป็นผู้นำที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเจริญเติบโตทางธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยบริษัทแม่ Tesco ที่สหราชอาณาจักร ตั้งเป้าให้ Tesco ทั่วโลกลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 50% ในปี 2020 โดยใช้ผู้บริโภค เป็นจุดศูนย์กลางในการผลักดันให้ Tesco บรรลุเป้าดังกล่าว
  • จากการศึกษา Tesco พบว่า ปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคในยุโรปเห็นว่า ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญมากที่สุด แต่มีปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคไม่มีพฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อมมากเท่าที่ควร คือ 1) มีความเชื่อว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมทำให้ชีวิตยุ่งยากและต้องจ่ายแพง 2) ขาดข้อมูล ไม่ทราบว่าควรจะทำอย่างไร 3) มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของตนจะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อการนี้ Tesco จึงได้หามาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและเสริมสร้างความตระหนักในหมู่ผู้บริโภค ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การจัดทำสัญลักษณ์ ‘Carbon labeling’ หรือ ‘Carbon Footprint’ ปัจจุบัน ได้ทดลองใช้กับสินค้า 4 ประเภทของ Tesco แล้ว ได้แก่ ผงซักฟอก น้ำส้ม มันฝรั่ง และมะเขือเทศ- บริษัท Tesco Lotus ในประเทศไทยเองก็มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเช่นเดียวกับ Tesco ทั่วโลก จึงได้ดำเนินการต่างๆ เช่น ออกแบบห้างของ Tesco ให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิล (หรือที่เรียกว่า ‘Green store’) ออกแบบระบบการขนส่งสินค้า (supply chain system) อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน พร้อมรณรงค์กิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ เช่น การปลูกต้นไม้
  • นาย Steve Hammett สรุปว่า Tesco เชื่อมั่นว่าจะสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าธุรกิจสามารถเติบโตได้ โดยไม่ต้องนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่ม และพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวให้แก่ผู้สนใจ

Session 7: ความก้าวหน้าและประสบการณ์ของสถาบันไฟฟ้าและ
อิเล็กทรอนิคส์ในการรับมือกับกฎระเบียบสหภาพยุโรป โดย ผอ. จารึก เฮงรัศมี ผู้อำนวยการสถาบันฯ

  • ผอ. จารึก ได้กล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาของสถาบันฯ ดังกล่าว ซึ่งเป็นสถาบันอิสระที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพการผลิต การส่งออก การวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่มาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้มีส่วนร่วมช่วยให้ภาคธุรกิจไทยปฏิบัติตามกฏระเบียบสหภาพยุโรป เช่น WEEE, RoHS และ EuP ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาผลกระทบ การสร้างความตระหนัก การสร้างขีดความสามารถ และการเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของประเทศในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม เช่น กฏหมาย ThaiWEEE ซึ่งได้บังคับใช้แล้ว และ ThaiRoHS ซึ่งกำลังจะบังคับใช้

Session 8: โอกาสความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและไทยในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยนาย Samuel Cantell, เลขานุการเอก คณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย

  • ประเทศไทยสามารถสมัครขอรับงบประมาณอุดหนุนจากอียูได้ 3 ระดับ คือ ระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับทวิภาคี

1. ระดับโลก

1.1 Environment and Natural Resources Thematic Programme – (ENRTP)

  • มีงบประมาณ 804 ล้านยูโร ช่วงระหว่างปี 2007 – 2013 มีจุดประสงค์เพื่อช่วยสนับสนุนประเทศที่สามในการดำเนินนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน โดยระหว่างปี 2007 – 2010 มีงบประมาณ 470 ล้านยูโร ซึ่งรวม 85.5 ล้านสำหรับข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับ climate change และ renewable energy ดูรายละเอียดได้ที่ http://ec.europa.eu/europeaid/wh ere/worldwide/environment/index_en.htm

1.2 Seventh Framework Programme (FP7)

  • โครงการดังกล่าว มีงบประมาณ 54 พันล้านยูโร ช่วงระหว่างปี 2007 – 2013 มีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการทำวิจัยให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของยุโรป พร้อมสนับสนุนการสร้างเครือข่ายวิจัยกับประเทศที่สาม โครงการดังกล่าวให้ทุนสนับสนุนใน 10 สาขาการวิจัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องสิ่งแวดล้อม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cordis.europa.eu/fp7/

2. ระดับภูมิภาค

2.1 SWITCH – Asia

  • โครงการดังกล่าวพัฒนามาจากโครงการ Asia Pro Eco และ Asia Invest มีงบประมาณ 90 ล้านยูโร ระหว่างปี 2007 – 2010 เป้าหมายหลักของโครงการ คือ 1) ส่งเสริม sustainable production (technical innovation, supply chain, management, CSR เป็นต้น) 2) ส่งเสริม sustainable consumption (green procurement, market strategy, code of conduct เป็นต้น)
  • Call for Proposal ครั้งที่ 2 (งบประมาณ 23 ล้านยูโร) จะเปิดในปลายปี 2008 นี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/europeaid/where/asia/regional-cooperation/environment/switch_en.htm

2.2 Forest Law Enforcement on Governance and Trade (FLEGT)

  • โครงการดังกล่าวมีงบประมาณ 6 ล้านยูโร มีจุดประสงค์ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเอเชียกับอียู เพื่อป้องกันการลักลอบค้าไม้เถื่อน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/environment/forests/flegt.htm

3. ระดับทวิภาคี

3.1 Thailand – EC Cooperation Facility (TEC)

  • เป็นงบประมาณที่สหภาพยุโรปจัดสรรให้ประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย มีงบประมาณ 8 ล้านยูโร สำหรับปี 2007 – 2010 โดยรูปแบบโครงการความร่วมมืออาจมีได้หลายสาขา รวมไปถึงสาขาใหม่ๆ เช่น เรื่องมหาดไทยและการยุติธรรม good governance และสิทธิมนุษยชน อนึ่ง ในปี 2008 มีงบประมาณ 700,000 ยูโร กำลังอยู่ในช่วงคัดเลือกโครงการ (คาดว่า จะสนับสนุนประมาณ 3 – 4โครงการ) สำหรับ Call for Proposal ในรอบต่อไป คาดว่าจะเปิดเดือนตุลาคมปี 2009 นักธุรกิจที่สนใจ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.deltha.ec.europa.eu/home.htm
  • ทั้งนี้ นาย Cantell กล่าวว่า ผู้สมัครขอทุนต่างๆของอียู สามารถลงทะเบียนข้อมูลของตนไว้ใน database ของอียูที่เรียกว่า PADOR เพื่อความสะดวกในการสมัครขอรับทุนได้ที่http://ec.europa.eu/europeaid/onlineservices/pador

Session 9: เครื่องมือที่อียูจัดทำขึ้นเพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาส่งออกมายังอียู โดยนาย Pekka Pentilla เจ้าหน้าที่ศูนย์ Business Information Centre ประจำคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย

  • นาย Pentilla ได้แนะนำการใช้เว็บไซต์ EU Export Helpdesk (www.exporthelp.europa.eu) ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูลที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้ามายังสหภาพยุโรปให้แก่ผู้ส่งออกจากประเทศที่สาม ไม่ว่าจะเป็น ฐานข้อมูล กฏระเบียบ อัตราภาษี ระเบียบศุลกากร ข้อมูลสถิติการค้า รวมไปถึง การจัดทำ ‘Market Place’ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ส่งออกจากประเทศที่สามแลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อกับผู้นำเข้าในอียู พร้อมบริการตอบคำถามออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ นาย Pentilla ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน เวียดนาม อินเดีย บราซิล เปรู และชิลี นอกจากนี้ ผู้นำเข้าจากในสหภาพยุโรปเองก็ใช้เพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้นำเข้าว่าอยู่ใน list of establishment หรือไม่
  • นอกจากเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว นักธุรกิจไทยสามารถเข้าขอคำแนะนำได้จากศูนย์ Business Information Centre (BIC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย เปิดขึ้นเพื่อให้บริการข้อมูลและคำแนะนำแก่นักธุรกิจไทยในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจกับอียู พร้อมมีการจัดงานสัมมนาให้ความรู้แก่ภาคเอกชนไทยอย่างสม่ำเสมอ
  • ศูนย์ BIC มีเว็บไซต์ คือ http://www.deltha.ec.europa.eu/bic โดยนาย Pentilla ให้ความเห็นว่า เว็บของ BIC มีความเข้าคู่กันอย่างดีกับเว็บไซต์ของคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป (www.thaieurope.net) ในการให้บริการแก่ภาคธุรกิจไทย ในขณะที่เว็บของ BIC เน้นเรื่องการบริการฐานข้อมูลของระเบียบอียูที่บังคับใช้แล้ว เว็บไซต์ www.thaieurope.net เน้นเรื่องการจับตาความเคลื่อนไหวนโยบายและกฎระเบียบในอนาคต